<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" version="2.0"><channel><title><![CDATA[ขอแชร์ &#x27; กฎลงทุน 10 ข้อ ของ บ็อบ ฟาเรล&#x27; ครับ]]></title><description><![CDATA[<p dir="auto">แนวคิดการลงทุนนี้.. ออกจะเป็นแนวกลยุทธ์ผสมเชิงเทคนิคครับ</p>
<p dir="auto">กฎลงทุน 10 ข้อ ของ บ็อบ ฟาเรล</p>
<p dir="auto">ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ</p>
<p dir="auto">บ็อบ ฟาเรล ถือเป็นนักวิเคราะห์ด้านเทคนิคและนักกลยุทธ์ระดับชั้นนำ ของแบงก์สหรัฐที่มีชื่อเสียงมากในยุคทศวรรษ 80 เขาได้ตั้งกฎการลงทุน 10 ข้อ ของ บ็อบ ฟาเรล ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ดังนี้</p>
<p dir="auto">1.   ตลาดมีแนวโน้มจะเข้าสู่ค่าเฉลี่ย เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ</p>
<p dir="auto">น่าจะไม่มีอะไรดีไปกว่าการพล็อตจุดต่างๆของอัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐในอดีต ซึ่งจะขอใช้ดัชนี S&amp;P500 ของตลาดหุ้นสหรัฐ ที่มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวที่ราว 7% หากไปดูรูปเมื่อตีเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวดังกล่าว จะพบว่ามีทั้งส่วนที่มีอัตราผลตอบแทนสูงและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสลับกัน<br />
และเข้าสู่ค่าเฉลี่ยในระยะยาว<br />
 <br />
2.   ส่วนที่เกินเลยไปสำหรับในทิศทางหนึ่ง มักจะนำไปสู่ส่วนที่เกินเลยไปในทิศทางตรงกันข้าม</p>
<p dir="auto">ตัวอย่างของการลงมากๆไปในทางหนึ่ง แล้วกลับมาพุ่งขึ้นแบบร้อนแรงในอีกทาง คงไม่ต้องดูอื่นไกลไปจากดัชนีหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ Nasdaq ที่ในปี 2022 อัตราผลตอบแทนติดลบกว่า 20% จากนั้นในปี 2023 อัตราผลตอบแทนกลัยมาพลิกเป็นบวกด้วยขนาดไล่ๆกันที่กว่า 20% และในช่วง 5-6 เดือนแรกของปี 2024 อัตราผลตอบแทนตลาดหุ้นสหรัฐยังคงร้อนแรงต่อเนื่องจากหุ้น Mag-7</p>
<p dir="auto">3.   ไม่มียุคแห่งศักราชใหม่: ส่วนเกินของราคาไม่เคยเป็นสิ่งถาวรและยั่งยืน</p>
<p dir="auto">หากจะให้ยกตัวอย่างการโฆษณาชวนเชื่อว่าเราได้เข้าสู่ยุคศักราชใหม่ที่เศรษฐกิจหรือการลงทุนแนวใหม่ล่าสุดจะสร้างความร่ำรวยให้เป็นอย่างถาวรและยั่งยืน   จะขอเริ่มตั้งแต่ในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเกิดวิกฤตการเก็งกำไร Tulip Mania ในยุโรป ไล่เรียงมาจนถึงในบ้านเรา ที่มีการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ในช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 แล้ว ข้ามไปสู่ Dot Com Bubble ในสหรัฐ เมื่อปี 1999 ซึ่งฟองสบู่หุ้นอินเตอร์เน็ตแตกในตลาดสหรัฐในปีถัดมา แล้วจึงมาสู่วิกฤตซับไพร์มที่ตราสาร Securitization ที่อ้างอิงสินเชื่อบ้านสหรัฐได้นำมาซึ่งวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 จนกระทั่งมาสู่การแตกของฟองสบู่คริปโต้ในปี 2022</p>
<p dir="auto">4.   การพุ่งขึ้นหรือทะยานลงของดัชนีตลาดหุ้นแบบเอ็กซ์โปเนนเชียล มักจะไปไกลกว่าที่คุณคิด ทว่าไม่เคยถูกทำให้กลับเหมือนเดิม (Correct) ด้วยตลาดที่เป็นแบบไซด์เวย์</p>
<p dir="auto">ฟาเรลมองว่าการที่ตลาดขึ้นไปในจุดสูงมากๆ ทำให้หลายคนเกิดความประมาทว่าจะไม่ร่วงลงมาแบบพลิกโฉม</p>
<p dir="auto">ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ในแบบที่ตลาดหุ้นเมื่อขึ้นถึงจุดสูงสุด แล้วไม่ได้เป็นตลาดแบบไซด์เวย์ในจังหวะถัดไป ทว่าจะดิ่งลงมาเรื่อยๆ ดูจะไม่ใช่ตลาดอื่นไกล คือดัชนีตลาดหุ้นไทยนั่นเอง</p>
<p dir="auto">โดยหลังจากที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงมาเหลือไม่กี่ร้อยจุดในช่วงต้นปี 2009 หลังวิกฤตซับไพร์ม และได้ขึ้นถึงจุดสูงสุดที่เกือบ 1,900 จุดเมื่อต้นปี 2018 หากเรามาพิจารณาดัชนี ณ ตอนนี้ ที่ระดับประมาณ 1,200 ปลายๆ จะพบว่าการ Correct จากจุดสูงสุดไม่ได้เป็นแบบตลาดไซด์เวย์จริงๆ ซึ่งน้อยคนในปี 2018 จะคิดว่าตลาดหุ้นไทยจะกลับมาสู่จุด 1,200 กว่าๆ โดยที่ไม่นับช่วงวิกฤตโควิด เนื่องจากถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแบบเหนือความคาดหมายของคนทั่วโลก</p>
<p dir="auto">5.   คนทั่วไปโดยส่วนใหญ่จะซื้อมากที่สุดตรงราคายอดดอย และซื้อน้อยที่สุด ตรงจุดต่ำสุดของตลาด</p>
<p dir="auto">บ็อบ ฟาเรล ได้นำข้อมูลการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนในบริษัทที่ตนเอง ทำงานอยู่มาวิเคราะห์ เขาพบว่าคนส่วนใหญ่ซื้อหุ้นเยอะในช่วงที่ ราคากำลังถึงจุดสูงสุด และขายหุ้นเยอะในช่วงที่ราคาดิ่งต่ำสุด เขาจึงนำผลการวิเคราะห์มาเขียนเป็นกฎการลงทุนในข้อนี้ ว่าเป็นอารมณ์ของนักลงทุนที่พาเข้าไปซื้อหรือขายจากการคาดหวังราคา ในจังหวะถัดไป มากกว่าปัจจัยพื้นฐานจริงๆที่พาไปซื้อหรือขายหุ้น</p>
<p dir="auto">โดยยิ่งคนซื้อหุ้นเยอะ แสดงว่าความอ่อนไหวต่อราคาที่จะร่วงลงมีสูงขึ้น ในทางกลับกัน หากคนส่วนใหญ่พากันกลัว แสดงความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ลดลง</p>
<p dir="auto">6.   ความกลัวและความโลภนั้น มักจะมีความรุนแรงมากกว่า สิ่งที่ไตร่ตรองเป็นอย่างดี จากการมองเป้าหมายการลงทุนประกอบกับ ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้</p>
<p dir="auto">ตัวอย่างในบ้านเรา ผมมองว่าคนที่ถือกองทุน RMF ที่ใกล้จะครบอายุไถ่ถอน น่าจะซื้อมาไม่ต่ำกว่า 15-20 ปี ซึ่งในยุคนั้น มีแต่กองทุนที่ถือครองหุ้นไทย โดยดัชนีหุ้นไทยขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่เกือบ 1,900 จุดเมื่ อต้นปี 2018 ผมมองว่าน้อยคนจะสลับกอง RMF ในช่วงนั้น ไปสู่กอง RMF ต่างประเทศ เนื่องจากมองว่าตลาดหุ้นไทยยังน่าจะไปต่อหรืออย่างน้อยก็ยืนได้ นั่นคือสิ่งที่ไตร่ตรองเป็นอย่างดี จากการมองเป้าหมายการลงทุนประกอบกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ถูกอิทธิพลของความโลภมากลบ</p>
<p dir="auto">หรืออีกตัวอย่างในสหรัฐ เมื่อปี 1999 ที่ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นจากกระแสอินเตอร์เน็ต ผู้ถือกองทุนบำนาญส่วนใหญ่ไม่ยอมไถ่ถอนกองทุนออกมาเนื่องจากต้องการได้อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นไปอีก จนในปีต่อมาตลาดหุ้นลดลง 81% ตามด้วยการที่ตลาดหุ้นสหรัฐได้ไซด์เวย์ต่อไปอีก 12 ปี</p>
<p dir="auto">7.   ตลาดจะแข็งแกร่งที่สุด  เมื่อมีหุ้น blue-chip อยู่ในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับจำนวนหุ้นทั้งหมด และ ตลาดจะอ่อนแอที่สุด เมื่อมีหุ้น blue-chip อยู่ในสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนหุ้นทั้งหมด</p>
<p dir="auto">มาตรวัดหนึ่งที่จะวัดว่าตลาดหุ้นที่เป็นขาขึ้นจะเป็นการขึ้นที่มีความแข็งแกร่งหรือไม่นั้น ได้แก่ Breadth หรือจำนวนหุ้นที่ราคาขึ้นจนสามารถ นำพาให้ดัชนีตลาดหุ้นทั้งตลาดพุ่งขึ้นมา โดยจากในอดีตที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐในทศวรรษที่ 1970 ซึ่งมักจะเรียกว่ายุค Nift Fifty และปี 1999 เป็นขาขึ้นแบบพุ่งทะยานทว่าไม่สามารถยืนระยะได้ เนื่องจาก Breadth ถือว่าค่อนข้างแคบ หรือจำนวนหุ้น blue-chip ที่พาตลาดหุ้นขึ้นมามีอยู่ไม่กี่ตัว</p>
<p dir="auto">โดยในช่วงนี้ บรรดาหุ้น Mag-7 ที่นำพาตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นมาในกว่า 1 ปีที่ผ่านมา จะสามารถยืนระยะได้นานกว่าตลาดหุ้นสหรัฐทั้ง 2 ครั้งในอดีต ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นหรือไม่</p>
<p dir="auto">8. ตลาดหมี จะแบ่งได้เป็น 3 สถานะ ได้แก่ ลดลงอย่างรวดเร็ว, กระเตื้องกลับมาอย่างรวดเร็วแบบที่ตลาดคิดว่าลงมากไป และสู่แนวโน้มขาลงแบบลากยาวตามปัจจัยพื้นฐาน</p>
<p dir="auto">9.   เมื่อผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่คาดการณ์ตลาดทุกท่าน ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจะเกิดสิ่งหนึ่ง ก็จะมีสิ่งอื่นเกิดขึ้นมาแทน</p>
<p dir="auto">ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ภาวะ Recession ในปี 2023 ที่นักเศรษฐศาสตร์ทุกท่านฟันธงจากเส้นโค้งอัตราดอกเบี้ยแบบกลับหัวของตลาดพันธบัตรสหรัฐ ท้ายสุดแล้วก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง</p>
<ol start="10">
<li>ตลาดกระทิงน่าสนุกมากกว่าตลาดหมี ซึ่งทุกคนย่อมต้องรู้สึกเช่นนั้น !</li>
</ol>
]]></description><link>https://forum.perfin.org/topic/93/ขอแชร-กฎลงท-น-10-ข-อ-ของ-บ-อบ-ฟาเรล-คร-บ</link><generator>RSS for Node</generator><lastBuildDate>Fri, 06 Mar 2026 01:47:36 GMT</lastBuildDate><atom:link href="https://forum.perfin.org/topic/93.rss" rel="self" type="application/rss+xml"/><pubDate>Fri, 28 Jun 2024 14:37:00 GMT</pubDate><ttl>60</ttl><item><title><![CDATA[Reply to ขอแชร์ &#x27; กฎลงทุน 10 ข้อ ของ บ็อบ ฟาเรล&#x27; ครับ on Tue, 02 Jul 2024 07:26:35 GMT]]></title><description><![CDATA[<p dir="auto"><a class="plugin-mentions-user plugin-mentions-a" href="https://forum.perfin.org/uid/4">@meesookho</a> ด้วยความยินดีมากๆครับ.. อาจารย์จ๊อบ</p>
]]></description><link>https://forum.perfin.org/post/222</link><guid isPermaLink="true">https://forum.perfin.org/post/222</guid><dc:creator><![CDATA[bonthr]]></dc:creator><pubDate>Tue, 02 Jul 2024 07:26:35 GMT</pubDate></item><item><title><![CDATA[Reply to ขอแชร์ &#x27; กฎลงทุน 10 ข้อ ของ บ็อบ ฟาเรล&#x27; ครับ on Mon, 01 Jul 2024 14:38:58 GMT]]></title><description><![CDATA[<p dir="auto"><a class="plugin-mentions-user plugin-mentions-a" href="https://forum.perfin.org/uid/67">@bonthr</a> ขอบคุณครับ อาจารย์บุญธรรม <img src="https://forum.perfin.org/assets/plugins/nodebb-plugin-emoji/emoji/android/1f60a.png?v=r5p9mqo045k" class="not-responsive emoji emoji-android emoji--blush" style="height:23px;width:auto;vertical-align:middle" title=":blush:" alt="😊" /></p>
]]></description><link>https://forum.perfin.org/post/221</link><guid isPermaLink="true">https://forum.perfin.org/post/221</guid><dc:creator><![CDATA[meesookho]]></dc:creator><pubDate>Mon, 01 Jul 2024 14:38:58 GMT</pubDate></item></channel></rss>